บทที่ ๑ หน้า ๑ ข้ามไป บทที่ ๒ ข้ามไป บทที่ ๓ ข้ามไป บทที่ ๔ ข้ามไป บทที่ ๕ |
![]() |
||
........เด็กอ่อนสมัยก่อน
ไม่นอนเตียงลูกกรงทาสีสวยๆ
อย่างสมัยเรา เมื่อเกิดใหม่
หรือ เมื่อยังอ่อนอยู่มากๆ
เด็กจะนอนเมาะ คือเบาะนุ่มๆ
ยัดนุ่นหลวมๆ
นอนแล้วอบอุ่นคล้าย
อยู่ในท้องแม่
พอโตขึ้นอีกหน่อย ก็มักจะนอนเมาะ กับพ่อแม่
เฉพาะตอนกลางคืน เวลา กลางวัน
จะให้นอนเปล
เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน
การไกวเปลเคลื่อนที่ไปมา
ช่วยให้ เด็กเพลิน และเย็นสบาย
พอกินนมแล้ว แม่ก็จะเอาลงเปล
ไกวไปมาเป็นจังหวะ พลางร้อง
เพลงกล่อมไปพลาง
ท่วงทำนองเพลงกล่อม
ฟังเยือกเย็นสม่ำเสมอกันตลอด
ชวนให้ง่วง นอน
และหลับผล็อยไปในที่สุด
มีอยู่บ่อยๆ ที่คนกล่อม
และคนข้างเคียงก็รู้สึกง่วงหลับไป
เสียเองข้างเปล
เพลงกล่อมเด็กนั้น
มักจะเน้นหนักไปทาง คำคล้องจอง
ฟังเพลิน เนื้อหา มีต่างๆกัน
ตั้งแต่แสดงความรัก และห่วงใย
ระแวดระวัง ทะนุถนอมลูก
ไปจนถึงเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับ
เด็กเลย แต่ฟังตลกขบขัน
สะท้อนสภาพธรรมชาติ
ชีวิตชาวบ้าน และความ
เป็นไปสมัยนั้น การเห่กล่อม
จะทำโดย อุ้มลูกไว้กับอก
หรือไกวเปลก็ตาม เป็นการแสดง
ความรัก
ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น
ซึ่งถ่ายทอดจากแม่ไปสู่ลูก
เด็กจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
ไม่ว้าเหว่
หลับไปด้วยความรู้สึกว่า
ตนมีคนเอื้ออาทรอยู่ใกล้ๆ
และฝันดี สมัยนี้จะยังคง
พบเห็นอยู่บ้าง ก็ตามชนบท
นอกเมืองออกไป
เปลเด็ก มีหลายแบบ
ตั้งแต่ใช้ผ้าผืนยาว หรือผ้าขาวม้า
มัดปลายเชือกสองข้าง ผูกกับเสา
อย่างง่ายๆ
อุ้มห่อเด็กไว้ตรงกลาง
ซึ่งเหมาะสำหรับ
เด็กที่นอนดิ้นยุกยิก และ
เปลเชือก
พื้นเปลเป็นไม้กระดานสี่เหลี่ยมผืนผ้า
เจาะรูรอบๆ ร้อยเชือกถักขึ้นมา
เป็นรูปสี่มุมตามรูป พื้นเปล
ผูกเชือกสี่เส้น
โยงกับขื่อเพดาน
มีเชือกสำหรับไกวผูกข้างๆ
ตัวเปล |
|||
![]() ![]() |
บทที่
๑ หน้า ๑ ข้ามไป บทที่ ๒ ข้ามไป บทที่ ๓ ข้ามไป บทที่ ๔ ข้ามไป บทที่ ๕ |
||
วัฒนธรรมไทย![]() |
|
![]() |